[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
องค์การบริหารส่วนตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ : ยินดีต้อนรับ
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักธรรมาภิบาล
เมนูหลัก
ข้อมูลการดำเนินงาน
แผนพัฒนา
ข้อบัญญัติ
รายงาน
จัดซื้อจัดจ้าง
บริการประชาชน
ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 8 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
ลิงค์หน่วยงาน

;

แบบสอบถาม

   แบบสำรวจความพึงพอใจการให้บริการของ อบต.ยางเปียง


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. พอใช้
  5. ต้องปรับปรุง


กฏหมายที่เกี่ยวข้อง


  

   เว็บบอร์ด >> ร้องเรียน/ร้องทุกข์ >>
7 ข้อเท็จจริงล้างทฤษฎีสมคบคิด “สหรัฐฯ จัดฉากเหยียบดวงจันทร์”  VIEW : 145    
โดย Bigphawit

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 4
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 1
Exp : 80%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 27.116.62.xxx

 
เมื่อ : พฤหัสบดี ที่ 25 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2562 เวลา 08:42:46    ปักหมุดและแบ่งปัน

7 ข้อเท็จจริงล้างทฤษฎีสมคบคิด “สหรัฐฯ จัดฉากเหยียบดวงจันทร์”
Getty Images Gclub ยานลงดวงจันทร์ของภารกิจอะพอลโล 11 สำหรับบางคนแล้วความสำเร็จของสหรัฐฯ ครั้งนี้คือการจัดฉากลวงโลก
7 ข้อเท็จจริงล้างทฤษฎีสมคบคิด “สหรัฐฯ จัดฉากเหยียบดวงจันทร์” – BBCไทย
แม้เหตุการณ์ที่ยานอะพอลโล 11 นำมนุษย์ไปลงเหยียบพื้นดวงจันทร์จะผ่านมานานถึงครึ่งศตวรรษแล้ว แต่ผลสำรวจขององค์การนาซาก็ยังชี้ว่า มีชาวอเมริกันราว 5% ที่ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นจริง และพากันกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉากตบตาผู้คนเพื่อเอาชนะสหภาพโซเวียต ชาติมหาอำนาจคู่แข่งซึ่งในขณะนั้นมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศที่เหนือกว่า
ถึงจำนวนคนที่มองว่าภารกิจอะพอลโล 11 เป็นเรื่องลวงโลกจะมีอยู่ไม่มากนัก แต่ก็มากพอที่จะทำให้ความเชื่อดังกล่าวอยู่ยั้งยืนยงมานานได้ถึง 50 ปี ไม่ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ของนาซาจะพยายามออกมาชี้แจงอย่างไรก็ตาม
ต้นกำเนิดทฤษฎีสมคบคิดมาจากไหน ?

นายบิลล์ เคย์ซิง
Billkaysing.com
นายบิลล์ เคย์ซิง ซึ่งเสียชีวิตในปี 2005 ถือได้ว่าเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขบวนการทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการไปเหยียบดวงจันทร์
ทฤษฎีสมคบคิดเรื่องรัฐบาลสหรัฐฯ จัดฉากเหตุการณ์เหยียบดวงจันทร์ โดยถ่ายทำกันในโรงถ่ายภาพยนตร์หรือทะเลทรายบางแห่งนั้น เริ่มเป็นข่าวเล่าลือตั้งแต่ทีมนักบินอวกาศกลับถึงโลกใหม่ ๆ เลยทีเดียว แต่ความเชื่อนี้เริ่มหนักแน่นเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นในปี 1976 เมื่อนายบิลล์ เคย์ซิง อดีตทหารเรือและลูกจ้างของฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัทร็อกเก็ตไดน์ ผู้ผลิตจรวดขนส่งอวกาศให้นาซา ได้ตีพิมพ์หนังสือ “เราไม่เคยไปดวงจันทร์: กรณีฉ้อโกงเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ของอเมริกา” (We never went to the Moon: America’s thirty billion dollar swindle)
หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก และถูกใช้อ้างอิงในการผลิตภาพยนตร์สารคดีว่าด้วยทฤษฎีสมคบคิดในโครงการอวกาศของสหรัฐฯ หลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งช่วยโหมกระพือให้กระแสความข้องใจสงสัยขยายวงกว้างออกไปอีก นอกจากนี้ บรรยากาศอันอึมครึมของการเมืองอเมริกันในช่วงทศวรรษ 1970 ยังสร้างความรู้สึกหวาดระแวงไม่ไว้ใจอำนาจรัฐ ทำให้คนจำนวนมากพร้อมจะเชื่อในเรื่องทฤษฎีสมคบคิดได้ง่าย
โอลิเวอร์ มอร์ตัน นักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์และบรรณาธิการชาวอังกฤษแสดงความเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า “หากจุดประสงค์ของโครงการอะพอลโลคือการแสดงพลังอำนาจและความสามารถของรัฐบาลอเมริกันในการทำสิ่งต่าง ๆ ทฤษฎีสมคบคิดที่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องลวงโลกก็คือการชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลอเมริกันมีอำนาจมากเพียงใดในการทำให้ผู้คนเชื่อในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง”
หนังสือของนายเคย์ซิงได้ระบุถึงจุดที่น่าสงสัยในภาพเหตุการณ์ที่สองนักบินอวกาศคือ นีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน เหยียบย่างไปบนดวงจันทร์และปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ซึ่งองค์การนาซาและผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้ออกมาชี้แจงตอบโต้ข้อสงสัยดังกล่าวแล้วดังต่อไปนี้
เป็นการจัดฉากถ่ายทำขึ้นมาจริงหรือ ?
ฮาวเวิร์ด เบอร์รี อาจารย์ประจำหลักสูตรมหาบัณฑิตด้านการผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยฮาร์ตฟอร์ดเชียร์ของสหราชอาณาจักร ได้ระบุไว้ในบทความของเขาซึ่งตีพิมพ์ในเว็บไซต์วิชาการ The Conversation โดยฟันธงว่าเหตุการณ์เหยียบดวงจันทร์ของภารกิจอะพอลโล 11 ไม่สามารถจะถ่ายทำขึ้นด้วยเทคนิคทางภาพยนตร์หรือวิดีโออย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ฝ่ายที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดกล่าวหาว่า นายสแตนลีย์ คูบริก ผู้กำกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังของยุคนั้น ช่วยนาซาถ่ายทำเหตุการณ์ที่มนุษย์ลงเดินบนดวงจันทร์ในโครงการอะพอลโลถึง 6 ครั้ง
หากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการจัดฉากถ่ายทำ นายเบอร์รีบอกว่าภาพวิดีโอที่ได้จะต้องมีอัตราเฟรม (Frame rate) ที่ 30 ภาพต่อวินาที ซึ่งเป็นมาตรฐานปกติของยุคนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว คลิปวิดีโอของนาซามีอัตราเฟรมที่ 10 ภาพต่อวินาที เนื่องจากบันทึกภาพเหตุการณ์จริงด้วยกล้องชนิดพิเศษ ซึ่งถ่ายทอดภาพนิ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวผ่านสัญญาณวิทยุ (SSTV)
ฝ่ายที่เชื่อทฤษฎีสมคบคิดบางคนยังกล่าวหาอีกว่า นาซาใช้วิธีทำภาพให้เคลื่อนไหวช้าลงแบบสโลว์โมชั่น เพื่อที่จะได้ดูเหมือนนักบินอวกาศกำลังเคลื่อนไหวในภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ แต่นายเบอร์รีแย้งว่าวิธีการนี้จะต้องใช้กล้องที่บันทึกภาพด้วยอัตราเฟรมสูงขึ้นกว่าปกติ หรือสร้างเฟรมภาพเพิ่มเติมแทรกลงไป ซึ่งจะทำให้วิดีโอที่เป็นภาพเคลื่อนไหวช้ามีความยาวมากเกินกว่าจะเก็บบันทึกไว้ในจานแม่เหล็กของยุคนั้นได้
หากทฤษฎีสมคบคิดเป็นจริง ทีมงานที่ถ่ายทำเหตุการณ์เหยียบดวงจันทร์แบบปลอม ๆ จะต้องใช้จานแม่เหล็กที่มีความจุมากกว่ามาตรฐานของครึ่งศตวรรษก่อนถึง 3,000 เท่า ในการบันทึกภาพสโลว์โมชั่นความยาว 143 นาที ซึ่งเป็นไปไม่ได้
ทำไมธงชาติสหรัฐฯ ถึงโบกสะบัดบนดวงจันทร์ที่ไม่มีลมพัด ?
ธงชาติสหรัฐฯ ที่อาร์มสตรองและอัลดรินเป็นผู้ติดตั้งบนพื้นดวงจันทร์
Getty Images
ธงชาติสหรัฐฯ ที่อาร์มสตรองและอัลดรินเป็นผู้ติดตั้ง ดูเหมือนโบกสะบัดอยู่เพราะแรงสะเทือนจากการปักเสาธงลงบนพื้นดวงจันทร์
ดร. ไมเคิล ริช นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส (UCLA)ให้คำอธิบายในเรื่องนี้ว่า บนดวงจันทร์ไม่มีอากาศและกระแสลม แต่ธงชาติสหรัฐฯ ที่สองนักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล 11 ติดตั้งกลับดูเหมือนโบกสะบัดอยู่ เนื่องจากแรงสะเทือนที่เกิดขึ้นขณะพยายามปักเสาธงลงบนพื้นดวงจันทร์
นอกจากนี้ ยังมีข้อเท็จจริงที่ว่าบนดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงต่ำกว่าบนโลกราว 6 เท่า และมีการใช้ราวยึดตัวผืนธงเอาไว้ด้วย ทำให้ธงชาติสหรัฐฯ สามารถคงรูปคล้ายกับผืนธงที่ปลิวไสวตามแรงลมได้
เหตุใดท้องฟ้าของดวงจันทร์จึงมืดสนิทไร้ดวงดาว ?
บัซซ์ อัลดริน เดินบนดวงจันทร์
NASA
ท้องฟ้าบนดวงจันทร์มืดสนิทไร้แสงดาว เพราะการสะท้อนแสงอาทิตย์ที่สว่างจ้าจากพื้นผิวดวงจันทร์
คนที่ไม่เชื่อเรื่องการไปเหยียบดวงจันทร์ยังตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมท้องฟ้าของดวงจันทร์ดูมืดสนิท ไม่มีดวงดาวต่าง ๆ ปรากฏให้เห็นตามที่ควรจะเป็น ทั้งความขาวสว่างจ้าบนพื้นดวงจันทร์ก็ดูจะตัดกันมากเกินไปกับท้องฟ้าสีดำ คล้ายกับมีการใช้ไฟดวงใหญ่อย่างสปอตไลต์ส่องสว่างอยู่
ศาสตราจารย์ไบรอัน คอเบอร์เลน ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีรอเชสเตอร์ของสหรัฐฯ อธิบายเรื่องนี้ว่า สปอตไลต์ที่ฝ่ายทฤษฎีสมคบคิดกล่าวหานั้นมีอยู่จริง แต่เป็นดวงไฟขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ห่างไกลออกไปมาก ซึ่งก็คือดวงอาทิตย์นั่นเอง
ในกรณีนี้แสงอาทิตย์ตกกระทบพื้นผิวดวงจันทร์และสะท้อนขึ้นมาจนดูสว่างจ้า ทำให้แสงดาวโดยรอบที่ริบหรี่อยู่แล้วยิ่งดูมืดดำขึ้นไปอีก เราจึงไม่สามารถมองเห็นดาวบนท้องฟ้าของดวงจันทร์ในภาพที่ส่งมาจากภารกิจอะพอลโล 11 ได้ เว้นเสียแต่จะมีการเพิ่มเวลาเปิดหน้ากล้องบันทึกภาพให้รับแสงนานขึ้นเท่านั้น
มีรอยเท้านักบินอวกาศบนพื้นแข็งได้อย่างไร ?
7 ข้อเท็จจริงล้างทฤษฎีสมคบคิด
Getty Images
ดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศและกระแสลม รอยเท้าของอาร์มสตรองและนักบินอวกาศคนอื่น ๆ จึงยังคงรูปอยู่ได้
เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่พื้นดวงจันทร์ซึ่งน่าจะแห้งและแข็งมาก เพราะไม่มีชั้นบรรยากาศและความชื้น จะสามารถมีคนประทับรอยเท้าเอาไว้ได้อย่างที่บัซซ์ อัลดริน ได้ฝากรอยเท้าของเขาเอาไว้
เรื่องนี้ศาสตราจารย์มาร์ก โรบินสัน จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตตของสหรัฐฯ บอกว่า เปลือกพื้นของดวงจันทร์นั้นแข็งมากก็จริง แต่ส่วนบนสุดก็ยังมีชั้นของดินและฝุ่นละอองที่เรียกว่า Regolith ปกคลุมอยู่ ทำให้ผิวสัมผัสของดวงจันทร์ฟูนุ่มและถูกบีบอัดได้เมื่อมีแรงกดจากเท้าของคนที่เหยียบย่างลงไป
อนุภาคของดินและฝุ่นละอองนี้ยังเกาะตัวกันได้ดี จนทำให้ส่วนขอบของรอยเท้ายังคงอยู่ แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม โดยคาดว่ารอยเท้ามนุษย์จะยังคงหลงเหลืออยู่บนดวงจันทร์ในอนาคตหลายล้านปีนับจากนี้ เพราะไม่มีกระแสลมพัดทำลายร่องรอยดังกล่าว
รังสีอันตรายน่าจะทำให้นักบินอวกาศตายไปแล้วไม่ใช่หรือ ?
แบบจำลองประเด็นแถบรังสีในอวกาศที่อยู่รอบโลก
Getty Images Gclub
หนึ่งในทฤษฎีสมคบคิดที่กล่าวขานกันมากที่สุด คือประเด็นแถบรังสีในอวกาศที่อยู่รอบโลก ซึ่งน่าจะทำให้นักบินอวกาศเสียชีวิตไปก่อนแล้ว
มีข้อกังขาว่าบรรดานักบินอวกาศในโครงการอะพอลโลมีชีวิตรอด หลังจากเดินทางผ่าน “แถบรังสีแวนอัลเลน” (Van Allen belts ) ซึ่งเกิดจากลมสุริยะทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กโลกมาได้อย่างไร
องค์การนาซาชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า นักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล 11 ใช้เวลาอยู่ในแถบรังสีดังกล่าวไม่ถึง 2 ชั่วโมง ระหว่างมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ ทั้งอยู่ในจุดที่รังสีอันตรายจากห้วงอวกาศมีความรุนแรงสูงสุดเพียง 5 นาที จึงไม่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากรังสีนั้นแต่อย่างใด
ภาพหลักฐานมากมายยืนยันว่าการไปเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องจริง
ยานโคจรสำรวจดวงจันทร์ (LRO) ซึ่งองค์การนาซาปล่อยเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 2009 รวมทั้งยานสำรวจของนานาชาติ ได้ถ่ายภาพความคมชัดสูงที่เป็นหลักฐานของการไปเหยียบดวงจันทร์ในโครงการอะพอลโลไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งภาพรอยเท้าของนักบินอวกาศ รอยล้อรถตระเวนสำรวจ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทิ้งไว้บนดวงจันทร์ รวมทั้งธงชาติสหรัฐฯ ทั้ง 6 ผืนซึ่งยังคงอยู่บนเสาที่ตั้งตระหง่าน เว้นแต่เสาธงของภารกิจอะพอลโล 11 ที่ล้มลง เพราะแรงผลักจากเครื่องยนต์ขับดันของยานลูนาร์โมดูลในระหว่างการเดินทางขากลับ
ซากบางส่วนของยานลูนาร์โมดูลของภารกิจอะพอลโล 11 บนพื้นผิวดวงจันทร์
NASA
ภาพที่นาซาเผยแพร่ในปี 2012 แสดงให้เห็นซากบางส่วนของยานลูนาร์โมดูลของภารกิจอะพอลโล 11 และอุปกรณ์วิทยาศาสตร์อื่น ๆ ที่ทิ้งไว้บนพื้นผิวดวงจันทร์
นอกจากนี้ หลักฐานทางธรณีวิทยาเช่นตัวอย่างหินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งนักบินอวกาศได้นำกลับมาจากดวงจันทร์ ก็ยังเป็นสิ่งยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้มีขึ้นจริงอย่างแน่นอน
อีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ว่านีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน ได้ไปลงเดินบนดวงจันทร์มาแล้วจริง ๆ ก็คือแผงกรุกระจกขนาดกว้าง 2 ฟุตที่มีกระจกนับร้อยชิ้นติดตั้งอยู่ โดยพวกเขาได้ทิ้งกระจกนี้ไว้ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์บนโลกทำการทดลองยิงลำแสงเลเซอร์ใส่แผงกระจกดังกล่าว
นักวิทยาศาสตร์หลายคณะได้ทำการทดลองนี้ และพบว่าลำแสงเลเซอร์สะท้อนกลับมายังโลกภายในระยะเวลาที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีกระจกดังกล่าวอยู่บนดวงจันทร์จริง และใช้วัดระยะทางระหว่างโลกและพื้นผิวดวงจันทร์ได้ด้วย
ถ้าเป็นเรื่องโกหก…ทำไมชาติคู่แข่งมหาอำนาจไม่เปิดโปงเรื่องนี้ ?
จรวดของสหภาพโซเวียต
Getty Images Gclub
สหภาพโซเวียตไม่เคยตั้งข้อสงสัยเรื่องการไปลงดวงจันทร์ของนักบินอวกาศสหรัฐฯ แม้จะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการแข่งขันด้านอวกาศในครั้งนั้นก็ตาม
โรเบิร์ต ลอเนียส อดีตหัวหน้าทีมนักประวัติศาสตร์ขององค์การนาซาบอกว่า เป็นเรื่องน่าสงสัยอย่างยิ่งว่าเหตุใดสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น ไม่เข้าร่วมผสมโรงกับฝ่ายที่เชื่อทฤษฎีสมคบคิด ทั้งที่การเปิดโปงความจริงเรื่องมนุษย์ไม่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์นั้น จะทำลายความน่าเชื่อถือและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเวทีการเมืองโลกลงอย่างมาก
“สหภาพโซเวียตในขณะนั้นมีทั้งศักยภาพและความปรารถนาที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่า ภารกิจอะพอลโล 11 เป็นเรื่องโกหก แต่ถ้าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องลวงโลกจริง เหตุใดทางการสหภาพโซเวียตถึงไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำ ท่าทีนิ่งเฉยเช่นนี้เป็นการแสดงออกที่ชัดเจนอย่างมากว่า การไปเหยียบดวงจันทร์ของสหรัฐฯ เป็นเรื่องจริง” ลอเนียสกล่าว
ส่วนข้อกังขายอดนิยมที่มักสงสัยกันว่า เหตุใดสหรัฐฯ ไม่ดำเนินภารกิจส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลยหลังปี 1972 ก็มีคำอธิบายด้วยเช่นกัน โดยนักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการเมืองทำให้ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาลให้กับการแข่งขันส่งคนไปดวงจันทร์อย่างเอาเป็นเอาตายอีกต่อไป ทั้งยังสามารถใช้เทคโนโลยีอวกาศที่ทันสมัยมากขึ้นส่งยานและหุ่นยนต์สำรวจไปแทนมนุษย์ได้
อย่างไรก็ตาม ความสนใจของสหรัฐฯและนานาชาติที่จะส่งมนุษย์ไปลงดวงจันทร์อีกครั้ง ได้กลับคืนมาใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะมีการเล็งเห็นถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรบนดวงจันทร์ และต้องการจะใช้ดวงจันทร์เป็นฐานในการเดินทางไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารต่อไป